Instruments of Fiber optic

  • Fusion Splicer
  • OTDR reporter
  • Multi access tester

We provide one stop service all of fiber optic installation

Fiber Optic  คุณสมบัติ :

1. คุณภาพแก้วที่เหนือกว่าทำให้ค่า Loss ต่ำกว่า
2. ผ่านการรับรองมาตรฐานโลก
3. เคเบิลพิเศษเหมาะสมกับประเทศไทย

ลักษณะการนำแก้วไปใช้งานเป็นสาย Fiber Optic

Fight Buffer คือ การหุ้มฉนวนติดกับสายใยแก้ว
Loose Tube คือ การที่สายใจแก้วอยู่ในหลอดหลวม ๆ

ความแตกต่าง ของสายแต่ละประเภท
เราจำแนก ความแตกต่าง ของ Fiber Optic ออกเป็นสามประเภท ดังนี้

1.  Indoor เป็นสายใช้ภายในอาคาร ซึ่งเป็นสายที่ ไม่ลามไฟ และ ยืดหยุ่น เพราะทำจาก pvc ที่หุ้มอยู่ ไม่ควรใช้ภายนอกอาคาร
2. Outdoor ใช้สำหรับใช้ภายนอกอาคาร เป็นสายที่หุ้มด้วย PE ซึ่งป้องกันแดด ฝนได้ดี แต่ไม่ควรนำไปใช้ในอาคารเพราะเป็นสายที่สามารถติดไฟได้
3. Indoor/Outdoor สุดยอด นวัตกรรม เหมาะสำหรับใช้เดินภายนอกอาคารและสามารถเดินเข้าไปในอาคารโดยไม่ต้องเป็นห่วงเรื่อง ติดไฟ เพราะ หุ้มด้วย PE with LSZH ทำให้ป้องกันการติดไฟได้เป็นอย่างดี สายแข็งแรง ทนแดด ทนฝน ไม่ลามไฟ ไม่มีสารพิษ สรุปจุดเด่น ดังนี้

–   สามารถติดตั้งได้ทั้งในและนอกอาคาร
–   แก้วแกนกลางมีคุณภาพสูง ลดสารสูญเสียสายได้เป็นอย่างดี
–   หุ้มด้วย PE With LSZH
–   ป้องกันน้ำ 100 %
–   สามารถทนแรงดึงที่สูงกว่า
–   รองรับมาตรฐานสากลทุกมาตรฐาน
–   มีทั้ง Multimode และ Single mode

นอกเหนือจากที่กล่าวมา สาย Fiber Optic ยังมีความสามารถอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น

–  สามารถฝังดินได้
–  แขวนเสาไฟฟ้า
–  เดินตามท่อ
–  แขวนในอากาศโดยไม่ต้องมี Sling
–  ลดจำนวนสายเคเบิลที่เยอะเกินไป

ระยะการใช้งาน หากใช้งานปรกติ สามารถใช้ได้มากกว่า 10 ปี หรือ มาตรฐานของสายที่ทดสอบสามารถใช้ได้ถึง 30 ปี(แต่ใช้จริงได้มากกว่านั้น หากเดินตามมาตรฐานของสาย)ดังนั้น ทำไม Fiber Optic จำเป็นต้องเดิน ในปัจจุบันและต้องเผื่ออนาคต เพราะระยะเวลาในการใช้ สามารถใช้ได้นานดังนั้น เราจึงสามารถให้คำปรึกษาได้เป็นอย่างดี ว่าควรจัดการกับการเดินระบบสาย Fiber Optic ว่าควรจะเดินสายอย่างไร

Design and Installation :

1. ระยะทางและเส้นทางในการเดินสายติดตั้ง
โดยระยะสายไฟเบอร์ออฟติกทั้งหมดตลอดเส้นทางเป็น Indoor หรือ Outdoor หรือผสมกันทั้งสองแบบกรณีการเดินสายไฟเบอร์ออฟติกภายในอาคาร (Indoor) จะต้องระบุถึงวิธีการเดินสาย เช่น เดินสายไฟเบอร์ออฟติกบน Ladder, Wireway, Cabletray, Conduit (PVC,EMT,IMC,RSC) หรือวางไว้ใต้ Raised Floor กรณีเดินสายไฟเบอร์ออฟติกภายนอกอาคาร (Outdoor) จำเป็นต้องระบุถึงวิธีการเดินสายไฟเบอร์ออฟติก เช่น วิธีการเดินสายแบบแขวนบนเสาไฟฟ้า (Aerial) จำเป็นต้องระบุความสูงหรือสภาพเส้นทาง หรือกรณีการเดินสายแบบฝั่งไว้ใต้ดินแบบฝั่งโดยตรง (Direct Burial), ฝั่งใส่ท่อ HDPE หรือดึงสายผ่าน ManHole ต้องระบุถึงความลึกและเป็นพื้นที่อับอากาศหรือไม่กรณีเดินสายไฟเบอร์ออฟติกทั้งภายในและภายนอกอาคาร (Indoor/Outdoor) จำเป็นต้องระบุเส้นทางและวิธีการเดินสายไฟเบอร์ออฟติกตลอดสาย และกำำหนดประเภทสายเป็นแบบ Indoor/Outdoor เพื่อความสะดวกในการประเมินราคา และเตรียมอุปกรณ์ในการติดตั้ง

2. คุณภาพสายไฟเบอร์ออฟติก ประเภทชนิดของสายไฟเบอร์ออฟติก และจำนวนแกนไฟเบอร์ (Core) ตามที่ต้องการ
การกำหนดคุณภาพของสายไฟเบอร์ โดยยึดถือจากยี่ห้อของสายหากสามารถระบุได้ก็จะทำให้การประเมินราคาเป็นไปอย่างถูกต้องใกล้เคียงกรณีประเภทของสายไฟเบอร์ออฟติกจำเป็นต้องระบุว่าเป็น Single Mode หรือ Multi Mode ซึ่งต้องพิจารณาเป็นสำคัญหากงานที่เดินสายและติดตั้งใหม่จำเป็นต้องทำการเขื่อมโยงเข้ากับระบบสายไฟเบอร์เก่าจากระบบเดิมที่มีอยู่ ถ้าผู้ใช้บริการไม่สามารถระบุได้ว่า่สายไฟเบอร์เก่าเป็นประเภทใดก็สามารถแจ้งผู้ให้บริการใช้เครื่องมือตรวจสอบให้ถูกต้องแน่นอน
กรณีชนิดของสายไฟเบอร์ออฟติก ในปัจจุบันที่พบจะมี

1.สาย Indoor
2.สาย Outdoor
3.สาย Indoor/Outdoor
4.สาย Anti-bending
5.สาย Drop-wire
6.สาย Fig8
7.สาย ADSS (All-Dielectric Self Support)

และจำนวนแกนไฟเบอร์ (Core) มีตั้งแต่ 1-2-4-6-12-24-48-60-72-96 Core

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้หากผู้ว่าจ้างไม่ทราบหรือไม่สามารถตรวจสอบบ่งชี้ได้แน่ชัด ก็จำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือในการตรวจสอบจากผู้ให้บริการ

3. จำนวนจุดเชื่อมต่อ หรือจุดพักสาย
กรณีงานเดินสาย Outdoor จำเป็นต้องระบุจำนวนและประเภทของ Fiberoptic Distribution Unit (Steel or Stanless) รวมถึงขนาดของ FDU และความสูงในการติดตั้ง กรณีที่มีการพักเพื่อเชื่อมสายไฟเบอร์ออฟติก จำเป็นต้องระบุจำนวนและประเภทของ Enclousure (Aerial or Underground, Vertical or Horizontal) กรณีงานเดินสาย Indoor การจัดเก็บสายไฟเบอร์ออฟติกต้นทางและปลายทางจะทำการจัดเก็บเข้าตู้ RACK หรือ นำเข้า Fiberoptic Distribution Box(Wall Mount) หรือเข้า Splice Tray เป็นรายละเอียดที่จำเป็นต้องระบุเพื่อการจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์

4. ประเภทของ Connector
เพื่อจะนำสายไฟเบอร์ออฟติกเชื่อมต่อเข้าอุปกรณ์ ผู้ใช้บริการจึงจำเป็นต้องทราบรายละเอียดของระบบและอุปปกรณ์ที่ตนจะนำมาใช้ร่วมกันกับระบบสายไฟเบอร์ออฟติก เช่น ST, SC, LC หรือ FC เป็นต้น

เครื่อง OTDR:

1. สามารถตรวจวัดความยาวของเส้นใยแก้วนำแสง
2. สามารถตรวจวัดค่าการลดทอนกำลังของแสงภายในเส้นใยแก้วนำแสง เช่น

(1) ทำการลดทอนกำลังของแสงรวมของเส้นใยแก้วนำแสงตลอดทั้งเส้น
(2) ทำการลดทอนกำลังของแสงต่อหน่วยความยาว หน่วย
(3) ทำการลดทอนกำลังของแสงที่แต่ละตำแหน่ง

3. สามารถตรวจวัดค่าการสูญเสียกำลังของแสงอันเนื่องมาจากการเชื่อมต่อ
4. สามารถบอกได้ว่ามีการเชื่อมต่อแบบใดบ้างในสายทั้งเส้น
5. สามารถบอกระยะทางที่วัดได้ในแต่ละตำแหน่ง
6. สามารถตรวจสอบและค้นหาตำแหน่งทีมีปัญหาภายในเส้นใยแก้วนำแสง เช่น มีการขาดหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการผลิตเส้นใยแก้วนำแสงแต่ละเส้น

ข้อดีของการสื่อสารระบบ Fiber Optic:

1) ช่วงการส่งสัญญาณ (Bandwidth) กว้าง เนื่องจากความถี่ของแสงสูงมาก ทำให้ใช้ Bandwidth ได้กว้างและสามารถส่งข้อมูลได้ด้วยอัตราส่งสูง ในทางทฤษฎีอาจได้ถึง 1014 bps ในปัจจุบันเส้นใยนำแสงสามารถใช้ส่งข้อมูลได้ประมาณ 1,000 Mbps ในระยะทาง 1 กิโลเมตร ทั้งนี้เนื่องจากเวลาตอบสนองของโฟโต้ไดโอดต่อแสงใช้เวลา 10-9 วินาที ปกติแล้วเส้นใยนำแสงสามารถใช้ส่งข้อมูลเสียงได้พร้อม ๆ กัน 30,000 ช่องสัญญาณและเนื่องจากอัตราการส่งข้อมูลสูงจึงเหมาะสำหรับใช้ส่งข้อมูลเสียง ภาพ และข้อมูลดิจิตอลจากคอมพิวเตอร์ไปพร้อม ๆ กันในระบบ ISDN (Integrated Services Digital Network)

2) ไม่มีการเหนี่ยวนำจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เนื่องจากสาย Fiber Optic ทำจากแก้วพวกซิลิกาซึ่งมีคุณสมบัติไม่เป็นตัวนำไฟฟ้า ดังนั้นจึงไม่เกิดการเหนี่ยวนำทางแม่เหล็กไฟฟ้าจากภายนอก เช่น ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าฝ่าสายไฟแรงสูง คลื่นโทรทัศน์ คลื่นวิทยุ เป็นต้น และเส้นใยนำแสงเป็นสารอโลหะ จึงไม่ถูกรบกาวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือสัญญาณวิทยุ ตลอดจนการสปาร์ก (sparks) ทางไฟฟ้า ดังนั้นความผิดพลาดจะต่ำกว่า10-9 ในขณะที่สายทองแดงมีอัตราความผิดพลาดประมาณ 10-6

3) อัตราการสูญเสียในการรับ-ส่งสัญญาณต่ำ การสูญเสียในสาย Fiber Optic ในปัจจุบันค่าต่ำที่สุด คือ 0.2 db/Km (Coaxial Line หรือ สายลวดทองแดง การสูญเสียต่ำสุด 1 dB/Km)

4) เพิ่มระยะห่างของสถานีทวนสัญญาณ ระยะห่างระหว่างสถานีทวนสัญญาณ (Repeater) จะเพิ่มมากขึ้นเพราะมีอัตราการสูญเสียในสาย Fiber Optic ต่ำ เนื่องจากการสูญเสียกำลังส่งของสัญญาณ (Signal loss) ในเส้นใยนำแสงมีน้อยกว่าสายทองแดงและสายโคแอกเชียลมาก ดังนั้นจึงอาจใช้รีพีตเตอร์เพื่อทวนสัญญาณใหม่ในระยะทางที่ห่างกันได้ถึง 20-30 ไมล์ ในขณะที่สายทองแดงต้องใช้รีพีตเตอร์ทุก ๆ 2.8 ไมล์ ในการส่งสัญญาณแบบดิจิตอล

5) จำนวนของสัญญาณในการรับ-ส่งมีมาก เนื่องจากในสาย Fiber Optic เพียงเส้นเดียว สามารถบรรจุช่องการสื่อสารได้เป็นจำนวนมาก จึงสามรถรับ-ส่งสัญญาณภาพ เสียง และข้อมูล (Computer Network) โดยแยกให้เห็นชัดเจนได้ คือโทรศัพท์, ข้อมูล (Computer, Radar Data), เคเบิ้ลทีวี, วิดิทัศน์ (Video Conference:เป็นการประชุมระยะไกลที่ต้องส่งสัญญาณภาพและสัญญาณเสียงได้พร้อมกัน)

6) ขนาดของสาย Fiber Optic มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา เส้นผ่าศูนย์กลางของสาย Fiber Optic มีขนาดเพียง 250 ไมครอน เท่านั้น ดังนั้นภายในสายเคเบิล 1 สาย จึงประกอบด้วย Fiber Optic จำนวนมากตัวอย่างเช่น ในสายเคเบิลประกอบด้วยสาย Fiber Optic จำนวน 12 เส้น มีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 0.49 นิ้วเท่านั้น สายเคเบิลของเส้นใยนำแสงมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา ทำให้สิ้นเปลืองเนื้อที่การวางสายและติดตั้งน้อยเพื่อวางสายน้อย

7) ไม่มีขีดจำกัดเรื่องการใช้ความถี่วิทยุ การใช้ความถี่วิทยุซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แพร่กระจายในอากาศและต้องได้รับการจัดสรรและควบคุมจากหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งปัจจุบันความถี่วิทยุที่ได้รับการจัดสรรเหลือน้อยแต่การสื่อสารแบบ Fiber Optic เป็นการสื่อสารโดยใช้สัญญาณแสงผ่านทาง Fiber Optic ซึ่งเป็นสาย Cable จึงไม่ต้องขออนุญาต

8) ความปลอดภัย (Security) สูง ในทางจารกรรมข้อมูล จะทำได้เพียงวิธีเดียว คือ การต่อเชื่อมสาย Fiber Optic เท่านั้น ซึ่งในทางปฏิบัติไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากทางด้านการส่งสัญญาณจะตรวจพบในทันทีว่ามีการสูญเสียของสัญญาณเกิดขึ้น นอกจากนี้จะไม่ถูกรบกวน (Jamming) จากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

9) อายุการใช้งาน ระบบ Fiber Optic มีอายุการใช้งานนานถึง 25 ปี ในขณะที่ระบบไมโครเวฟและดาวเทียมมีอายุการใช้งานประมาณ 15 ปี

รับออกแบบ งานวาง ข่ายสายไฟเบอร์ออปติก ครบวงจร
งานลากสาย ขึ้นเสา หรือ ลงดิน เชื่อมต่อสาย และทดสอบผลการทำงาน ด้วยทีมงานมืออาชีพ

ค่าบริการดังนี้

                                     บริการ     ค่าบริการ
                           งานเดินสายและติดตั้ง
  Fusion Splice with VFI Test จำนวนน้อยกว่า 12 Core  4,500 บาท
 จำนวน 12 Core ถึง 48 Core  400 บาท/Core
 จำนวน 49 Core ถึง 128 Core  350 บาท/Core
 จำนวนมากกว่า 128 Core          N/A
  OTDR Test with Report จำนวนน้อยกว่า 12 Core  2,500 บาท
 จำนวน 12 Core ถึง 48 Core  200 บาท/Core
 จำนวน 49 Core ถึง 128 Core  150 บาท/Core
 จำนวนมากกว่า 128 Core           N/A